คิ... ตืดด ตืดด ตืดด

posted on 04 May 2013 13:51 by otustsu


- ๑ -

            โทรศัพท์เป็นอีกประดิษฐกรรมหนึ่งที่น่าภูมิอกภูมิใจของมนุษยชาติ ผมชอบเรียกมันว่า “เครื่องย่นย่อระยะทาง” มันทำให้คนต่างมุมโลกสามารถได้ยินเสียงกันและกันได้ เสียงเปรียบเสมือนตัวแทนที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล พอเสียงเดินทางเข้าหู สมองเราประมวลผลและรู้ว่าเป็นใคร ในยุคปัจจุบัน “เครื่องย่นย่อระยะทาง” ก้าวล้ำจนกระทั่งสามารถเห็นใบหน้ากันได้แล้ว

            ในพจนานุกรมของมนุษย์ไม่มีคำว่า “ทำไม่ได้”

            ในบางสิ่งที่เห็นว่าไม่มี ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ รอเพียงแค่เวลา เชื่อว่า ในสิ่งที่เรารอหรือคาดหวัง อาจไปถึงในไม่ช้า เพราะในชั่วขณะหนึ่งลมหายใจ ไม่รู้เลยว่าใครกำลังแอบพัฒนาอะไรอยู่ ?

            จากมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เรียนรู้โลกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งจากมนุษย์ยุคปัจจุบันให้เป็นมนุษย์ยุคประวัติศาสตร์ เนื่องจากค้นพบการบันทึกวิถีชีวิตของตนเอง อาวุธล่าสัตว์ การกิน ที่รู้ว่าการปรุงอาหารนั้นเอร็ดอร่อยกว่าการกินดิบๆ จากการเจอเนื้อสัตว์ที่ถูกโลมด้วยไฟป่า (ไม่รู้ว่าสัตว์ชนิดใด) พัฒนาวิธีการกินจนมาเป็นทอด ผัด คั่ว ย่าง หุง อุ่น ตุ๋น ต้ม นึ่งในปัจุบันกาล

            มนุษย์น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่วิวัฒนาการทั้งทางร่างกาย ทางสมองได้รวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ทางจิตใจ

- ๒ -

            ครั้งหนึ่งๆ ที่เราคุยโทรศัพท์กัน เนื้อหามีอะไรบ้าง ?

“ทำไรอยู่”

 “ขี้”

....

“ตัวเองทำไร”

“คิดถึงตัวเองไง”

...

“ทำอะไรอยู่ลูก”

“กำลังทำงานครับแม่”

“พักบ้างนะ เดี๋ยวจะป่วยเอา”

“ครับแม่ แค่นี้ก่อนนะ” (กดวางสาย)

“แม่คิ... ตืดด ตืดด ตืดด”

            แปลกที่เราเสียเงินซื้อเวลาในการพูดคุยกัน หรือแปลกที่เราพยายามทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงจนไม่มีเวลาพูดคุยกับใคร ? เราไม่มีเวลาจริงๆ หรือพยายามไม่มีเวลา

            ในหนึ่งวัน ทุกชีวิตมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่วินาที หาเพิ่มตามร้านสะดวกซื้อไม่ได้ เอาไปวางทิ้งระเกะระกะที่ไหนก็ไม่ได้

            บางคนหงุดหงิดเสียอารมณ์ว่าเวลาไม่พอ ในขณะที่บางคนยิ้มได้ทั้งวัน

 

- ๓ -

            “โทรศัพท์” เป็นตัวแทนที่ชัดเจนที่สุด เมื่อเปรยคำว่า “เทคโนโลยี” ...ชัดเจนในเรื่องของความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา เมื่อไม่ต้องไปส่งพิราบสื่อสาร หรือจดหมาย   

          ทุกๆ สิ่งบนโลกใบนี้เป็นดาบสองคม ในขณะที่คมแรกห้ำหั่นอุปสรรคตรงหน้า คมที่สองก็หันเข้ามาบาดตัวเราเอง


            เทคโนโลยีเป็นนักวิ่งเหรียญทองลิมปิก มันอาจพัฒนาฝีมือจนไวกว่าความเร็วแสง มนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมา มนุษย์ก็ยังวิ่งตามไม่ทัน


            แล้วเราจะวิ่งตามให้ทันมันทำไม ? ในเมื่อเราเป็นโค้ชของมัน เราไม่ได้เป็นคู่แข่ง!

            มันอยู่ที่เทคโนโลยีหรือยู่ที่ตัวเรา, โทษคนอื่นหรือโทษตัวเอง  

            เทคโนโลยีทำให้เราประหยัดเวลาเกินไปมั้ย ?

    เพราะบางคนแค่อยากจะบอกกับอีกคนว่า “คิดถึงนะ”

            แต่เวลาของเขากลับไม่พอ...

 

เพื่อนมีสารกันบูด

posted on 05 Apr 2013 20:13 by otustsu
- ๑ -
 
 
เดือนที่ผ่านมา เพื่อนผมแปลงร่างเป็นพระเสียหลายคน (เสียในที่นี้หมายความว่าตั้ง ไม่ได้หมายถึงเพื่อนบวชแล้วเสียแต่อย่างใด) ได้รับการ์ดเหมือนกำลังจะเปิดสนามเล่นไพ่ยูกิ เจียดเงินเดือนที่ได้มาจากพ่อแม่แล้วใส่ซองพอให้ไม่น่าเกลียดกับการที่จะไปฝาดโต๊ะจีน และอาจจะต้องอาศัยบ้านเจ้าของงานนอนด้วย เผื่อกลับบ้านไม่ไหว
 
 
สำหรับกรณีเพื่อนม.ปลาย งานบวชเพื่อนก็คล้ายๆ งานเลี้ยงรุ่น, คืนสู้เหย้า  สำหรับเพื่อนมหา'ลัย ก็คล้ายงานฉลองหลังสอบเสร็จ บรรยากาศประมาณนั้น ซึ่งอนาคตคงจะเปลี่ยนเป็นงานเเต่งแทน ไม่ว่าของเพื่อนชายหรือหญิง หากมิตรภาพในอดีตยังทำให้เรานึกถึงกันอยู่

 
อาหารวาง เครื่องดื่มที่ต้องดื่มพร้อมกับโซดา, น้ำแข็ง ก็ถูกเปิดซิง...เราคุยแข่งกับวงดนตรีที่จะเสียงดีแค่ไหน แต่เราไม่สน (จะให้ความสนใจก็ต่อเมื่อดึกๆ ที่อากาศจะร้อนขึ้นแล้วเสื้อผ้าจะน้อยชิ้นลง) ด้วยเป็นเพื่อนนาค จึงเสมือนมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันมาด้วย เราคุยกันเสียงดังท่ามโต๊ะของแขกนับร้อย - ถึงปัจจุบันที่เปลี่ยนไป บางคนเหมือนเพิ่งอิ่มโอ่งราชบุรีมาหยกๆ บางคนเกาหลีขึ้นแบบที่คาดไม่ถึง การเข้ามหา'ลัยทำให้คนเปลี่ยนไปจริง ผมยืนยัน
 
 
หลากหลายวีรกรรมของนักรบรองทรงที่ยังคงคลาสสิค และเชื่อว่าคุณครูหลายคนคงต้องแบ่งพื้นที่ความทรงจำให้กับวีรกรรมเหล่านี้ คุณครูผู้หญิงบางคนโดนพวกเราแกล้ง โดนเอาตุ๊กแกยางไปวางอยู่บนเครื่องเสียง พอถึงคาบสอน คุณครูเดินมาหยิบไมค์ ภาพหลังจากนั้นคือ ไมค์กระจุย! ...ผมจำได้ว่าตอนม.2 เคยเอาแบงค์ 100 ถ่ายเอกสารสี 2 หน้า ทำแบงค์ปลอม แล้วเอาไปวางไว้ตรงทางเดิน ครูผู้หญิงคนหนึ่ง แกยิ้ม ๆ แล้วก็เก็บไป คาดว่าหลังจากนั้นไม่นาน ครูคงรู้ ...ครูที่โดนเราแกล้ง ส่วนมากจะเป็นครูผู้หญิงที่เข้ามาใหม่ ครูเก่า ๆ เราจะไม่คอยกล้า เพราะไม้เรียวแกเฮี้ยนมาก!    
 
 
 

 
- ๒ -
 
 
เป็นสัจธรรมแห่งโลการยมนุษย์ที่ว่า "ใครไม่อยู่ในวงสนทนา ย่อมถูกนินทา" ฉันใดก็ฉันนั้น
 
ด้วยเหตุนี้ เพื่อนบวช ผมถึงไม่ค่อยพลาด (ยกเว้นถ้ามันไปบวชที่แอฟริกา ก็จะยอม) ...คนไหนเปิ่นๆ คนไหนที่มันมีลุคประจำตัวฮาๆ คนไหนที่ทำอะไรแล้วเพื่อนแอบขำ  หากพวกเหล่านี้มีธุระ ติดโน่นติดนี่ มาไม่ได้ หมอแกก็จะเรียบร้อยโรงเรียนจีน วงสนทนาจะไม่มีทางขาดหัวข้อการคุย พฤติกรรมของไอ้พวกนี้แหละเรียกเสียงฮาได้ตลอด บางครั้งเลยเถิดไปถึงเรื่องฮาๆ ของเพื่อนนาคที่ยืนรับแขกอยู่หน้างาน  
 
หากไม่มีเรื่องพูดแล้ว เราก็คุยได้ตั้งแต่เรื่องขี้ไปจนถึงการเมือง

ครั้งหนึ่งเราเห็นว่าเรื่องขี้ใส่กางเกง เป็นเรื่องน่าตลก ก็ใช่ ผมก็ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่เจ้าของเรื่องอาจไม่ตลกด้วย เขาอาจจะมีปัญหาหูรูดไม่ดี ซึ่งตรงนี้เราไม่รู้ ถ้าหากรู้ เราอาจไม่ขำ ซึ่งไอ้เรื่องนี้เป็นตราบาปติดหน้าผากไปจนตาย  ห่างกันไป 10 ปี เจอหน้าเพื่อนอีกทีนึง มันจำเรื่องแรกได้เลย!
 
 
เมื่อโตขึ้น เราย่อมรู้สึกว่า เราเองมีสิทธิ์ในประเทศที่เราอาศัยอยู่ ในอดีตที่ไม่ได้สนใจสิทธิ์ดังกล่าวเลย นอนหลับทับจนแบนแต๊ดแต๋ มันถึงเวลาที่จะลุกขึ้นมา เอาสิทธิ์อันนั้นมาปัดฝุ่น เป่าลม ...เริ่มรู้ว่ามาม่าที่กินแต่ละซองนั้นมีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงจะขอเงินพ่อแม่อยู่ก็ตาม เพราะถ้าหากมาม่าขึ้นราคาแล้วจะทำยังไง เห็นชัดว่าการเมืองเศรษฐกิจใกล้ตัวเรามาก กอดเรากลมโดยที่เราไม่รู้ตัว สะบัดยังไงก็ไม่ออก เอายาฆ่ายุงฉีดก็ไม่ออก
 
เพื่อนบางคนเหลืองแดงชัดเจน! แต่เรามองข้ามตรงนั้นไป 
เพราะมิตรภาพมีค่ามากกว่านั้น!
 
เราคุยเหมือนผู้ใหญ่มากขึ้น แม้ผู้ใหญ่จะมองว่าแก่แดด ไม่ดีหรือที่เราสนใจการเมือง อันที่จริงเราสนใจช้าไปด้วยซ้ำถ้าหากเทียบกับยุค 14 ตุลา
 
จากขี้มาจนถึงการเมือง...!
 
งานเลี้ยงย่อมมีวันเิลิกลา อาหารเกลี้ยง เหล้าหมด เข้าบ้าน(นาค) อาบน้ำนอน พรุ่งนี้ต้องไปวัด เพราะรู้ว่าบางคนจะไปรำหน้านาค!!!!!
 
 
 
 
 
- ๓ - 
 
 
วัยเรียนเป็นวัยแห่งการท้าทายโลก ฟัดเหวี่ยง ตะลุมบอนกับสิ่งรอบตัวอย่างบ้าคลั่งเหมือนพายุแรกเริ่ม และอ่อนโยนกับสิ่งที่ตัวเองรัก ราวกับลมยามเช้า
 
หลายคนไม่เข้าใจ แต่เพื่อนเข้าใจ
เพื่อนดีๆ สักคน ก็เพียงที่จะทำให้ชีวิตมีค่า แต่ถ้ามากกว่า 1 ก็ถือเป็นกำไร
 
บางคนใช้เวลาเพียง 1 นาทีสำหรับการหาเพื่อน บางคนใช้เวลา 1 วัน บ้าง 1 เดือน บ้าง 1 ปี 10 ปี หรือบางคนใช้เวลาทั้งชีวิต แต่ก็ค้นหาไม่เจอเลย
 
ไม่ว่าเราจะเติบโตเป็นอะไร เป็นนักการเมือง ผู้พิพากษา เป็นผ.อ. เป็นผัวอีอ้อย เป็นนักธุรกิจ วิศวกร หมอ ดารา เป็นชาวนา หรือว่าเป็นพ่อค้าแม่ค้า แต่ความเป็น ม.ปลาย เป็นมหา'ลัย จะยังคงทำให้เราเป็นพวกเรา พูดคุยเอิ้กอ้าก กอดคอหัวเราะร้องไห้กันดังลั่น ไม่ใช่ชนชั้นทางสังคม สังคมต่างหากที่ทำให้เราเป็นสัตว์...
 
เพื่อนเป็นเรื่องที่คลาสสิคที่สุด ที่ถูกนำมาเล่าผ่านมุมมองต่าง ๆ บ้างมองข้างบน บ้างมองข้างหน้า บ้างมองจากข้างหลัง หรือบ้างก็อาจมองจากด้านล่าง ไม่ว่าจะถูกนำมาเล่าโดยผ่านมุมมองแบบไหน แต่แก่นแท้ของเพื่อนก็คือ "มิตรภาพ" 
 
รู้ไหมว่าเพื่อนกับขี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?
 
เหมือนตรงที่ ในชีวิตเรา เราขาดเพื่อนกับการขี้ไม่ได้ มันคือสิ่งจำเป็น แต่มันต่างอีตรงที่ เพื่อนไม่ใช่ของเสีย!
 

 
 
รัฐ   ปัญเจียง
05/04/56

edit @ 5 Apr 2013 23:20:11 by รัฐ ปัญเจียง

23 มี.ค. 56

วันนี้ตื่น 6 โมงครึ่ง อากาศหนาวเหมือนเดิม ธุรกิจโรงแรมของที่นี่จะประหยัดไฟ แอร์ไม่มี เพราะมีก็ไม่เกิดประโยชน์ และลิฟท์จะปิดตอน 4 ทุ่ม คืนแรกที่ไปเดินตลาดกลับมาตอน 5 ทุ่ม ก็เดินขึ้นห้องกับพี่กฤษจนลิ้นห้อย เมื่อคืนกลับมา สี่ทุ่มกว่า แต่โชคดีลิฟท์ยังไม่ปิด

ทานอาหารเช้าประมาณ 7 โมงครึ่ง  นัดกับพี่ ๆ ว่าจะไปเดินตลาดเช้าของดาลัด เพราะตลาดคือวิถีชีวิตที่แท้จริง การกิน การอยู่ ออกจากโรงแรมไปทางขวา เราเดินไปหลายกิโลเหมือนกัน ริมทางมีร้านขายของที่ระลึก จำพวกพวงกุญแจ แต่ส่วนมากมีในเมืองไทย ผมซื้อพวงกุญแจรูปสัตว์ที่มีคำว่า “Da lat” สลักอยู่ มาเป็นของฝากเพื่อน ๆ


 


เผอิญเห็นยอดหอไอเฟลกับโบสถ์คริสต์ แต่ตึกบัง เลยตั้งใจว่า จะเดินไปให้ถึง

เราเดินกันมาไกลมาก แวะร้านหนังสือที่เป็นแผงลอยข้างทาง ซื้อเป็นที่ระลึก แม้จะอ่านไม่ออก แต่รู้สึกรักหนังสือทุก ๆภาษา ผมเชื่อว่ากว่าจะเกิดหนังสือ แต่ละเล่มนั้นคงไม่ง่าย

 

ระหว่างทางเจอไปรษณีย์ หลังจากที่พี่มิ้งหามาตลอด 4 วัน มาเจอวันสุดท้าย ถ้าหากว่าเราเกียจคร้านที่จะเดิน คงไม่เจอแน่ ๆ เพราะไปรษณีย์ที่นี่ไม่มีสัญลักษณ์ของการเป็นไปรษณีย์เลย มีแต่ตัวหนังสือ ซึ่งเราอ่านไม่ออก...ผมส่งโปสการ์ดหาตัวเอง (จะส่งหาคนอื่นด้วย แต่ที่อยู่ของเพื่อน ๆ พี่ ๆ อยู่ในกระเป๋าที่โรงแรม... ขอโทษคร้าบ) พี่มิ้งบอกว่า อีกราวครึ่งเดือนคงจะถึง


ส่งโปสการ์ดเสร็จแล้ว เดินมาถึงหอไอเฟล (ไม่ได้อยู่ฝรั่งเศสนะครับ) หอไอเฟล 2 นี้สร้างโดยฝรั่งเศสในสมัยที่เวียดนามถูกปกครอง ฝรั่งเศสต้องการให้ดาลัดเป็นเมืองท่องเที่ยว มีแลนด์สเคป มีจุดเด่นเหมือนปารีส ในปัจจุบันหอไอเฟลแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ปล่อยสัญญาณ 3G ให้ประชาชนได้ใช้ทั่วเมือง



 

จากนั้นเดินไปไม่กี่เมตร เจอโบสถ์คริสต์ที่เราเห็นไกล ๆ ตอนนั้น  ซึ่งสวยมาก คาดว่าคงสร้างมาได้ไม่นาน วันนี้มีคนแต่งงานกันถึง 2 คู่ ก็เลยแอบ ๆ ถ่ายมาครับ


ประมาณ 10 โมง เราเดินกลับโรงแรม แวะซื้อของมาเรื่อย ๆ มาเวียดนาม พยายามหาซื้อของฝากเอาไว้ตั้งแต่วันแรก ๆ กลับไม่เจอ ทุกอย่างที่ตั้งใจจะซื้อ มาเจอเอาวันสุดท้าย แถมไม่ได้ตั้งใจจะหาด้วย โชคดีที่ยังเหลือเงินติดตัวบ้าง ขณะเดินกลับโรงแรมทางที่ผ่านก็ยังมีตลาด ตลาดที่นี่ตอนกลางคืนจะเป็นไนท์บาซ่า แต่ช่วงเช้าจะเป็นตลาดสดทั่ว ๆ ไป  ขายผักผลไม้ กับดอกไม้ เพาะที่นี่คือแหล่งเพาะปลูก การซื้อ – ขาย เผอิญเจอดอกอาทิโช๊ค เลยได้รู้ว่าแท้จริงแล้วหน้าตาของชาที่เราซื้อไปนั้นเป็นอย่างไร... ของที่นี่ล่วงเลยไปถึงช่วงกลางวัน ด้วยเหตุที่เป็นเมืองหนาว แดดจึงไม่เป็นอุปสรรคใด ๆ ถ้าเป็นเมืองไทยคงเริ่มเก็บตั้งแต่เพลงชาติขึ้น 

เราเช็คเอาท์ประมาณ 11 โมง ขึ้นรถ เดินทางไปสนามบิน เมืองดาลัด แวะทานอาหารกลางวันที่ร้านเดิม ที่ทานกันเมื่อวาน แต่ร้านขนมเจ้านั้นยังไม่มาขาย อดเลย

ถึงสนามบินดาลัดประมาณ บ่ายโมง สนามบินที่นี่ค่อนข้างเงียบ คนจะเยอะเฉพาะตอนที่มีไฟท์บินเท่านั้น เรามาถึงกลุ่มแรก คิดว่าสนามบินร้าง

ตรวจพาสปอร์ต ยืนยันตั๋วเครื่องบิน โหลดกระเป๋าเรียบร้อย รอเวลาขึ้นเครื่องตอน บ่าย 2 ครึ่ง ฆาตกรรมเวลาอย่างใจเย็นด้วยการนั่งกินชากาแฟ(ฟรี) ฮา...


เครื่องบินขึ้นตอนประมาณ บ่าย 2 ครึ่ง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก็ถึงสนามบินโฮจิมินท์ เราต้องนั่งรออีกประมาณ 4 ชั่วโมง เที่ยวบินที่ไปกรุงเทพนั้นคือ 6 โมงเย็น เลยเดินเล่นดูของปลอดภาษี หาของกิน หาของฝาก หลายอย่างที่ไม่ได้เจอตามร้านค้าของเมือง แต่กลับมาเจอที่สนามบินแทน ก็เลยเสียเงินไปด้วยความเต็มใจครับ

เราบินจากโฮจิมินท์ 6 โมงกว่า ถึงกรุงเทพเวลา 1 ทุ่มครึ่ง

สิ้นสุดการเดินทางเขียนแผ่นดินสุวรรณภูมิเวียดนามอย่างสวยงาม เต็มไปด้วยประสบการณ์อันล้ำค่า ขอบคุณ อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ที่ได้ให้โอกาสผมตามรอยในครั้งนี้ ขอบคุณไทยแอร์เอเชีย สำหรับการเดินทางที่พิเศษ ห้องพักอันสะดวกสบาย อาหารอร่อยฟรี ๆ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่ทำให้การเดินทางในครั้งนี้เต็มไปด้วยสีสันต์แห่งความสุขครับ ผมลืมไม่ได้จริง ๆ ...         

 

รัฐ  ปัญเจียง

23/03/56

ขอบคุณรูปจากพี่มิ้ง & พี่กฤษ ครับ

edit @ 2 Apr 2013 22:01:59 by รัฐ ปัญเจียง